วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

Tesla Roadster

Tesla Roadster 
ความอหังการ์ของ Elon Musk



จริงอยู่ที่ EV1 จากค่าย GM คือรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีการวางขายในเชิงพาณิชย์ แต่ด้วยความที่มาแบบผิดที่ผิดเวลา มันก็เลยถูก Unplugged และทำให้ตลาดประเภทนี้ไม่ได้แจ้งเกิดอย่างเต็มที่ จนกระทั่งการมาถึงของแบรนด์อย่าง Tesla ซึ่งทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง


สิ่งที่ทำให้ชื่อของ Tesla เป็นที่รู้จัก และตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาได้รับความสนใจนั้น มีปัจจัยหนุนอยู่ 2 เรื่องคือ การตีโจทย์ที่แตก แม้ว่าพวกเขาเป็นแบรนด์ใหม่ในตลาดรถยนต์และแทบจะไม่มี Know-How อะไรเลยในด้านการผลิตรถยนต์แต่ก็สามารถเปิดตัวรุ่น Roadster ออกมาขายจนได้ และได้รับความนิยมอย่างมาก นั่นเป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะทำให้รถยนต์พลังไฟฟ้าเป็น Niche Product ที่ทำตลาดเฉพาะกลุ่มแถมยังเน้นไปที่กลุ่มซึ่งตรงจุดคือ เป็นพวกมีเงินถุงเงินถัง เพราะตอนนั้นต้องยอมรับว่าเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นอะไรที่มีต้นทุนแพง


ส่วนอีกประการคือบริบทโดยรอบในช่วงที่เปิดตัว คือ ปี 2008 นั่นเป็นยุคของ Oil Crisis และทุกคนทุกฝ่ายพร้อมใจกันพูดถถึงเรื่องของพลังงานทดแทน และรถยนต์ไฟฟ้าคือหนึ่งในนั้น


เอาละนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Tesla และวิสัยทัศน์ของชายที่ชื่อ Elon Musk ซึ่งในเวลาต่อมาชื่อของ Tesla เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น และมีผลผลิตใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็รวมถึงของใหม่ล่าสุดอย่างการกลับมาของ Roadster ซึ่งในตอนแรกคิดว่าจะถูกพับฐานและไม่มีการผลิตออกมาใหม่อีกแล้ว


ต้องบอกว่า Roadster คือ รถยนต์รุ่นแรกที่ถูกผลิตออกขาย ซึ่งจริงอยู่ที่แม้ว่า Tesla จะไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเองทั้งคัน เพราะเป็นการหยิบยืมเอา Lotus Elise/Exige มาดัดแปลงให้วิ่งและชาร์จไฟบ้านได้ และตรงนี้ถือเป็นการกลับมาในวาระครบรอบ 10 ปีที่ชื่อนี้อยู่ในตลาดกับเจนเนอเรชั่นที่ 2


ความพิเศษของมันคือ นี่คือ Roadster ไม่ได้หยิบยืมร่างของรถสปอร์ตแบรนด์ใดมาต่อยอดในการพัฒนา แต่เป็นงานที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาใหม่ แถมยังมากับตัวถังแบบ Targa เปิดเฉพาะแผ่นหลังคาเพื่อรับลมเย็นได้ โดยงานออกแบบทั้งหมดนั้นได้รับการสร้างสรรค์ผ่านทางทีมออกแบบของ Tesla และอ้างอิงสไตล์รวมถึงเส้นสายของการออกแบบมาจากรุ่นใหม่ๆ อย่าง Model S และ Model X แต่มีการผสมผสานเส้นสายที่เน้นความสปอร์ต

สิ่งที่น่าสนใจคือ Tesla จะมีอะไรมาทำให้รถสปอร์ตรุ่นนี้มีสมรรถนะสูงโดยที่ยังสามารถแล่นได้ระยะทางที่มากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าข้อจำกัดของรถยนต์พลังไฟฟ้าคือ พวกมันต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ซึ่งถ้าคุณต้องการให้รถยนต์คันนั้นแล่นได้ไกล ก็ต้องมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่ ซึ่งหมายถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และราคาที่แพง ซึ่งในตอนนี้ดูเหมือนว่า Tesla จะสามารถแก้โจทย์ของปัญหาข้อนี้ได้แล้ว และระบุว่า Rodster ใหม่แล่นได้ไกลถึง 620 ไมล์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หรือ 997 กิโลเมตรเลยทีเดียว เรียกว่าขึ้นไปเชียงใหม่แบบไม่ต้องชาร์จเลย


แต่ที่น่าทึ่งคือสมรรถนะ เพราะใช้เวลาเพียง 1.9 วินาทีสำหรับการแล่นในระยะ 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4.2 วินาทีสำหรับความเร็ว 0-160 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยที่มีความเร็วสูงสุด 402 กิโลเมตร/ชั่วโมง และ 8.9 วินาทีสำหรับการแล่นควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) เรียกว่าถ้าในยุคที่ Brian O’ Connor และ Dominique Torretto มีเจ้านี้อยู่ในตลาด คงไม่ต้องไปสอย Toyota Supra มาโมดิฟาเพื่อเป็น 10-Second Car ให้เมื่อยตุ้ม

สิ่งที่น่าสนใจคือ Roadster ใหม่คือ คำประกาศอย่างอหังการ์ของ Musk ที่บอกว่ามันจะเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาปิดโลงเพื่อส่งให้พวก I.C.E. Car หรือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบที่เราๆ ท่านๆ ใช้อยู่กลับสู่บ้านเก่าเสียที และถ้าทุกอย่างที่พวกเขาพูดหรือเคลมออกมาได้นั้น เท่ากับว่าในตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องของระยะทางการแล่นและสมรรถนะแล้ว


ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ใครที่อยากได้ ก็กำเงินจำนวน 200,000 เหรียยสหรัฐฯ หรือ 6.6 ล้านบาทแล้วนับถอยหลังรอกันได้เลย เพราะจะเริ่มขายในปีหน้า

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

Elon Musk ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น โทนี่ สตาร์ก ในโลกแห่งความจริง

Elon Musk ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น โทนี่ สตาร์ก ในโลกแห่งความจริง



กลายเป็นข่าวครึกโครมบนโลกโซเชียลอีกครั้งสำหรับการช่วยเหลือ 13 ชีวิต ติดถ้ำหลวง เมื่อ เอลอน มัสก์ เจ้าพ่อเทคโนโลยีแห่ง Tesla และ Space X ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ 13 นักเตะหมูป่าออกจากถ้ำ โดยส่งทีมวิศวกรจากบริษัท SpaceX และ Boring Co. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการขุดอุโมงค์ มายังประเทศไทยภายในวันนี้


SpaceX & Boring Co engineers headed to Thailand tomorrow to see if we can be helpful to govt. There are probably many complexities that are hard to appreciate without being there in person.

— Elon Musk (@elonmusk) July 6, 2018



ก่่อนหน้านี้ไม่นาน ผู้ใช้ทวิตเตอร์นามว่า MabzMagz ได้ทวีตถาม เอลอน มัสก์ ว่า "คุณพอจะมีหนทางที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ ทีมฟุตบอลและโค้ชชาวไทยที่ติดอยู่ในถ้ำหรือไม่" เอลอน มัสก์ จึงทวีตกลับว่า "เท่าที่รู้ เหมือนรัฐบาลไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ เอาไว้ได้แล้ว แต่เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ หากมีอะไรที่เขาสามารถทำได้" และเผยว่าทางบริษัท The Boring Company ของเขานั้น มีอุปกรณ์สำหรับสำรวจด้วยระบบเรดาร์ทะลุทะลวงผิวดิน และยังมีความชำนาญในการขุดเจาะดินด้วย รวมถึง “พาวเวอร์แพ็คส์” หรือ แบตเตอรี่พลังงานสูง และเครื่องสูบน้ำ ที่เอลอน มัสก์ อาจจะส่งอุปกรณ์เหล่านี้มาช่วยในการนำเด็กออกจากถ้ำด้วย


I suspect that the Thai govt has this under control, but I’m happy to help if there is a way to do so

— Elon Musk (@elonmusk) July 4, 2018



สำหรับ เอลอน มัสก์ คือชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ PayPal เว็บไซต์บริการโอนเงินชื่อดัง SpaceX บริษัทเอกชนบริษัทแรกที่ปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศ และ Tesla Motors บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการยกย่องว่าสมบูรณ์แบบที่สุด โดยทั้งหมดทั้งมวลที่ว่านี้เกิดขึ้นมาจากมันสมองเขา ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งตัวตนและบุคลิกของเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Iron Man นำไปสร้างตัวละครโทนี่ สตาร์ก ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีอีกด้วย

ชีวิตของมัสก์นั้นไม่เหมือนกับอัจฉริยะทั่วไปที่เรารู้จัก เพราะเขายังหนุ่มและเท่ (ก็ลองนึกภาพของโทนี่ สตาร์ก ดูแล้วกัน) และที่สำคัญยังสร้างนวัตกรรมที่ช่วยพัฒนาโลกมากมาย เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเกี่ยวข้องหรือใช้บริการธุรกิจของเขาอย่างแน่นอน

เอลอน มัสก์ เป็นลูกครึ่งแคนาดา-อเมริกัน-แอฟริกาใต้ เขาเกิดที่ประเทศแอฟริกาใต้ในปี 1971 พ่อของเขามีอาชีพเป็นวิศวกรซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้มัสก์เริ่มสนใจเทคโนโลยี เขายังเป็นหนอนหนังสือตัวยงตั้งแต่ยังเด็กและมีความหลงใหลในเรื่องอวกาศเป็นพิเศษอีกด้วย

ความอัจฉริยะเริ่มฉายแววเมื่อมัสก์สามารถขายซอฟต์แวร์เกมที่เขียนขึ้นเองได้เป็นครั้งแรกหลังจากที่ซื้อคอมพิวเตอร์มาได้เพียง 2 ปี มัสก์เรียนต่อในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย หลังจากจบปริญญาตรี 2 ใบ ในสาขาเศรษฐศาสตร์และฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย แต่เขาตัดสินใจลาออกจากสแตนฟอร์ดหลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เนื่องจากไม่ต้องการเสียเวลาในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตนเอง



ถือว่าเป็นโชคดีสำหรับเขา เพราะแคลิฟอร์เนียในยุคนั้นเป็นช่วงที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตกำลังบูม มัสก์เปิดบริษัทแรกในชื่อว่า Zip2 ก่อนที่บริษัท Compaq Computer จะขอซื้อไปด้วยมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นในปี 1999 บริษัทการเงินออนไลน์อย่าง PayPal ที่เขาสร้างขึ้นมาประสบความสำเร็จอย่างมากจน eBay เข้ามาซื้อกิจการไปในปี 2002 หลังจากนั้นจึงหันมาทุ่มเทเวลาในการบริหารธุรกิจที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับโลกอย่าง SpaceX และ Tesla Motors


โครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือโครงการอพยพไปอยู่ดาวอังคาร นับว่าเป็นความคิดที่บ้าบิ่นและก้าวกระโดดสำหรับนักธุรกิจทั่วไป เขาได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า SpaceX (Space Exploration Technologies) ในปี 2002 โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติในกรณีที่โลกไม่สามารถเป็นที่อยู่สำหรับมนุษย์ได้อีกต่อไป เขามีแผนจะสร้างอาณาจักรมนุษย์บนดาวอังคารที่จะมีประชากรอยู่กว่า 80,000 คน ภายในเวลา 10-20 ปี เขาเชื่อว่าการสำรวจอวกาศเป็นสิ่งที่สำคัญมากและมนุษย์จะมีโอกาสอยู่รอดมากขึ้นหากสามารถมีที่อยู่บนดาวมากกว่าหนึ่งดวง ขณะนี้เขาได้นำระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นไประเบิดที่ดาวอังคารเพื่อสร้างสภาวะโลกร้อน และอยู่ในช่วงศึกษาภาวะกรีนเฮาส์บนดาวอังคาร


นอกจากโครงการล้ำอนาคตอย่างการอพยพคนไปดาวอังคารแล้ว มัสก์ยังเป็นเจ้าพ่อโครงการพลังงานสะอาดอีกด้วย รถยนต์ของบริษัทเทสลา มอเตอร์ ได้สร้างรถยนต์ซีดานไฟฟ้าสี่ประตูที่สามารถขับไปได้ในระยะไกลโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน และยังวางแผนที่จะผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนพลังงานแสงอาทิตย์ต่อไปในอนาคต แต่ความต้องการที่จะพัฒนาพลังงานสะอาดของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันนำพาเขาไปสู่การสร้างโครงการ Solar City เมืองพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยทุกบ้านจะสามารถใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานอื่นๆ เลย



ไม่เพียงแค่นั้น มัสก์ยังมีอีกหนึ่งโครงการล้ำๆ ที่ชื่อว่า ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) เป็นการสร้างระบบการขนส่งความเร็ว 962 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ออกแบบให้เป็นท่อเชื่อมระหว่างซานฟรานซิสโกกับลอสแอนเจลิสจากเดิมที่ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงครึ่งเหลือเพียง 35 นาที ตู้โดยสารหนึ่งตู้จะออกจากสถานีทุกๆ 30 วินาที โดยใช้หลักการ Negative Air Pressure และแน่นอนว่าโครงการนี้จะต้องใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวขับเคลื่อน

เอลอน มัสก์ ถือเป็นนักลงทุนที่พัฒนาในพลังงานที่ยั่งยืนมาตลอด นอกจากเขาจะเป็นไอรอนแมนที่มีชีวิตในโลกความจริงแล้ว เขายังถูกขนานนามว่าเป็น ‘สตีฟ จ๊อบส์’ คนถัดไปด้วย เพราะเขามักจะมองการณ์ไกลและสร้างสิ่งที่คนอื่นยากจะเชื่อว่าเป็นไปได้ให้สำเร็จด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้มัสก์ยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองโลกในระยะยาว สิ่งที่สำคัญ นอกเหนือไปจากการรับใช้ความฝันของตัวเอง คือการคิดเผื่อแผ่ถึงเพื่อนร่วมโลก ด้วยแนวคิดนี้เองที่ทำให้ชื่อ ‘เอลอน มัสก์’ โดดเด่นและถูกจับตามองจากคนทั่วโลก เราคงต้องมาดูกันต่อไปว่า ไอรอนแมนคนนี้จะคิดค้นโครงการเจ๋งๆ อะไรออกมาให้โลกอีก

ที่มาข้อมูลและรูปภาพ