วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กล้องโทรทรรศน์วิทยุมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศจีน

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ FAST ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศจีนถูกสร้างสำเร็จ เมื่อช่วงกันยายนปีที่ผ่านมา โดย กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้มีชื่อว่าภาษาจีนว่า Tianyan ซึ่งแปลว่า ‘ดวงตาแห่งสวรรค์’ ส่วนคำว่า FAST ซึ่งเป็นชื่อสากลของกล้องโทรทรรศน์นี้ย่อมาจาก Five hundred meter Aperture Spherical Telescope ซึ่งบ่งบอกว่ามันมีจานรับสัญญาณที่ใหญ่โตถึง 500 เมตร แต่มีพื้นที่ใช้งานราวๆ 300เมตร  เนื่องจาก Feed cabin ซึ่งเป็นส่วนตรวจจับที่อยู่เหนือจานรับสัญญาณสามารถปรับตำแหน่งได้





ดยล่าสุดได้มีการค้นพบเป็นครั้งแรกหลังเปิดใช้งานมา สามารถตรวจพบสัญญาณใหม่ โดยเป็น พัลซาร์ (Pulsars) ซึ่งหนึ่งในพัลซาร์ที่กล้องโทรทรรศน์นี้ค้นพบนั้นอยู่ห่างไกลออกไปถึง 16,000 ปีแสง
สำหรับ พัลซาร์ คือดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมาก และแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเป็นจังหวะ คาบการหมุนที่สังเกตได้อยู่ระหว่าง 1.4 มิลลิวินาที ถึง 8.5 วินาที เราสามารถสังเกตเห็นการแผ่รังสีได้จากลำรังสีที่ชี้มาทางโลกเท่านั้น


“ยานเวลา” ในนิยายวิทยาศาสตร์

“ยานเวลา” ในนิยายวิทยาศาสตร์

“ยานเวลา” หรือ Time Machine เป็นเสมือน “เครื่องมือ” สำคัญประการหนึ่งของนักเขียน “นิยายวิทยาศาสตร์” มาทุกยุคสมัย เปรียบได้กับนักเขียนเรื่องตะวันตก (Western Stories) จะต้องมี “ม้า” และ “เคาบอย” เป็นเครื่องมือ นักเขียนเรื่องประเภทโรแมนซ์ (Romance Stories) มี “คฤหาสน์” “แบ่งมรดก” และการ “ชิงรักหักสวาท” เป็นเครื่องมือ นักเขียนเรื่อง “กำลังภายใน” มีสำนัก “บู๊ลิ้ม” และเพลง “วิทยายุทธ” ต่างๆ เป็นเครื่องมือ หรือแม้แต่นักเขียนเรื่อง “เพื่อชีวิต” แบบ Social Realism จะต้องมีตัวละครชนชั้นกรรมาชีพ กับปัญหา “ความทุกข์ยาก” นานัปการเป็นเครื่องมือ ดังนี้

“ยานเวลา” เป็นเครื่องมือในนิยายวิทยาศาสตร์ ที่มีผู้เขียนครั้งแรกมาตั้งแต่ ค.ศ.1881 เริ่มต้นจากนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The Clock That Went Backward ของ เอ็ดวาร์ด เพจ มิตเชลล์ ชาวอเมริกัน เล่าถึงการใช้ “ยานเวลา” ในรูปของนาฬิกาที่ดูเหมือนชำรุดแล้ว แต่เมื่อเด็กสองคนนำมาไขลาน นาฬิกาเรือนนี้จะเดินย้อนหลังนำคนไขกลับไปสู่อดีตสมัยคริสตศตวรรษที่ 16


อย่างไรก็ตาม “ยานเวลา” ในนิยายวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นลักษณะ “แบบฉบับ” มากที่สุด เพราะสามารถเดินทางไปกับเวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แล้วแต่ใจผู้เป็นเจ้าของยาน ก็เห็นจะได้แก่ผลงานเรื่อง Time Machine ของ เอช. จี. เวลล์ ที่เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ.1895 เล่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น เอช. จี. เวลล์ เขียนผลงานชิ้นนี้ไปลงพิมพ์ในนิตยสาร The Science School Journal มาตั้งแต่ปี 1888 โดยเขียนทยอยลงเป็นตอนๆ ใช้ชื่อครั้งแรกว่า The Chronic Astronauts งานชิ้นนี้ เอช. จี. เวลล์ รู้สึกผิดหวังและคิดว่าตนเองเขียนได้ไม่ดีนัก เขาจึงเลิกเขียนภายหลังจากเรื่องได้ลงพิมพ์ไปแล้วสามตอน อย่างไรก็ตาม เขายังติดใจหลักการเกี่ยวกับ “การเดินทางไปกับเวลา” ดังนั้น ใน ค.ศ.1894 เขาจึงนำเนื้อหาเดิมมาเขียนขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น The Time Traveller’s Story ส่งไปลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสาร The New Review และในปีรุ่งขึ้น เมื่อนำมารวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก เอช. จี. เวลล์ ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้งหนึ่งมาเป็น The Time Machine ผลงานชิ้นนี้เล่าถึงนักประดิษฐ์คนหนึ่งซึ่งประดิษฐ์ “ยานเวลา” ได้สำเร็จ และได้เดินทางไปสู่โลกอนาคตใน ค.ศ. 802701 ผจญภัยกับพวกมอร์ลอกส์ ผจญรักกับพวกอิลอย และเมื่อ “วีนา” สาวคนรักตาย นักเดินทางคนนี้ก็ได้บังคับ “ยานเวลา” ของเขาเดินทางไปสู่อนาคตจนกระทั่งเกือบถึงยุควาระสุดท้ายของโลก ซึ่งโลกทั้งโลกรกร้างว่างเปล่า ปราศจากสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ต่อจากนั้นก็ได้บังคับ “ยานเวลา” ให้เดินทางย้อนกลับมาสู่โลกปัจจุบันในยุคศตวรรษที่ 19 ที่เขามีชีวิตอยู่ เพื่อเล่าเรื่องผจญภัยให้คนอื่นๆ ฟัง แล้วก็ออกเดินทางไปกับ “ยานเวลา” อีกครั้ง โดยเลือกเวลาไปหยุดอยู่แค่ ค.ศ.8000 เพื่อจะได้พบกับ “วีน่า” และครองชีวิตอยู่กับ “วีน่า”… เรื่องก็เป็นอันจบ


อิทธิพลของ เอช. จี. เวลล์ ในการให้ลักษณะ “แบบฉบับ” เกี่ยวกับ “ยานเวลา” มีส่วนบันดาลใจให้นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ แสดงผลงานของตนออกมาแตกต่างกันไปแล้วแต่ “กลวิธี” ที่กำหนดขึ้น บางเรื่องก็ใช้วิธีการอื่นแล้วแต่จะจินตนาการ มิได้ใช้ “ยานเวลา” เป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี การเติบโตของแนวเรื่อง “การเดินทางไปกับเวลา” ได้เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นในนิยายวิทยาศาสตร์สมัยใหม่...

Cr: http://bookvirus50d.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0/

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โลกดิจิตอล ;น่ากลัว กว่าที่คิด !!!


โลกดิจิตอล "น่ากลัว" กว่าที่คิด !!!
เปรียบเหมือน "คลื่นยักษ์" ที่ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า
หลังจากที่คลื่นลูกนี้ Disrupt (ทำลายล้าง) ธุรกิจฟิล์มถ่ายรูปแล้ว ต่อมาก็ทำลายล้างธุรกิจเทปซีดี ตอนนี้กำลังทำลายล้างธุรกิจทีวีและธุรกิจสิ่งพิมพ์

(ปัจจุบัน คนแทบไม่ดูทีวี คนอ่านหนังสือน้อยลงมาก หันไปเล่น Smartphone กันหมด)
ต่อไปคลื่นลูกนี้กำลังมุ่งสู่ธุรกิจการเงิน สาขาของธนาคารหลายแห่งจะปิดตัว หรือควบรวมกิจการ
ห้างสรรพสินค้าจะกลายเป็นเหมือนโชว์รูม คือ คนไปเดินดูสินค้า แต่ไม่ซื้อ กลับมาซื้อผ่านออนไลน์ที่ถูกกว่า 20-30%
และมีธุรกิจอีกมากมายที่ "รอคิว" ที่จะถูกทำลายล้างอยู่
ภายในอีกไม่กี่ปี ตำแหน่งงานในสหรัฐ จะหายไปหลายล้านตำแหน่ง
ถามว่า "ตัวเราล่ะ" เตรียมพร้อมที่จะรับคลื่นลูกนี้หรือยัง?

เตรียมพร้อมเพื่อรับแรงกระแทกจากคลื่นดิจิตอล คลื่นยักษ์ที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง
ยกเว้น "คนที่พัฒนาและปรับตัว" อยู่เสมอดูบทความนี้ประกอบครับ 

💜โลกเปลี่ยน...คนเป็นครูต้องตีลังกากลับหัวคิดสอนแบบเดิมไม่ได้แล้ว!!!

💜ตรงกับบทความในหนังสือ“This is a กู” ว่า...

โลกกำลังเปลี่ยน ธุรกิจกำลังเปลี่ยน
หลายอย่างตอนนี้ มันตีลังกากลับหัวหมด
กลับหัวจนคนไทยงง และตามไม่ทัน

💜เมื่อก่อนธุรกิจที่มั่นคง น่าเชื่อถือ

ต้องมีโรงงาน มีสำนักงาน มีบุคคลากรเยอะๆ

แต่สมัยนี้ ยิ่งน้อยยิ่งดี

แต่น้อยอย่างมีประสิทธิภาพ

คนน้อย กำไรเยอะ ค่าตอบแทนสูง

มันกลับหัวไปหมดจากอดีต

💜Apple ไม่เคยมีโรงงานผลิตของตัวเอง

แต่ครองตลาดอันดับ 1 ของโลก เพราะจ้างผลิตล้วนๆ กำไรเพิ่มขึ้นทุกปี มาร์จิ้นสูงมาก ผลประกอบการดี๊ดี

💜Facebook , Google มีรายได้มหาศาลจากโฆษณา โดยไม่มีพนักงานขายโฆษณาเลยสักคน เพราะใช้พาร์ทเนอร์ และให้ลูกค้าทำเองได้ กำไรเพิ่มขึ้นทุกปี มาร์จิ้นสูงมาก ผลประกอบการดี๊ดี

💜วันนี้ไม่เพียงแต่ตัวอย่างข้างต้น
แต่เราจะเห็นโมเดลธุรกิจแบบนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เฮ่ย !
 นี่เรื่องจริง ไม่ได้ล้อเล่นไม่เชื่อคุณดูข้อมูลต่อไปนี้

💜Uber เป็นบริษัทแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ไม่มีรถของตัวเองสักคน

💜Alibaba เป็นแหล่งค้าปลีกออนไลน์

ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แต่ไม่เคยมีสินค้าและสตอกสินค้าเลยสักชิ้น

💜และล่าสุด Airbnb ผู้จัดหาห้องพักใหญ่ที่สุดในโลก

แต่ไม่มีห้องพักของตัวเองเลยแม้แต่ห้องเดียว

💜นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
นี่คือการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ
โลกกำลังเปลี่ยน ธุรกิจกำลังเปลี่ยน
หลายอย่าง มันตีลังกากลับหัวหมด
คุณตามการเปลี่ยนแปลงทันนะครับ...

💜"ร้านค้าอยู่บนอากาศสาขาคือมนุษย์ทุกๆคน"

💜ชีวิตในอนาคต

💜โลกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร?

ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร?

💜ในปี 1998 บริษัทโกดักมีพนักงาน 170,000 คนและมียอดขาย 85% ของกระดาษภาพถ่ายทั่วโลก แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีรูปแบบธุรกิจของพวกเขาหายไปและต้องประสบกับภาวะล้มละลาย

💜สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทโกดักจะเกิดขึ้นอีกกับอีกหลายอุตสาหกรรมใน 10 ปีข้างหน้า และคนส่วนใหญ่จะยังมองไม่เห็น

จะมีใครในปี 1998 ที่คาดคิดบ้างว่าอีก 3 ปีต่อมาคุณจะไม่ถ่ายภาพบนแผ่นฟิล์มกระดาษอีกต่อไป กล้องดิจิตอลอันแรกที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1975 มีความละเอียดเพียง 10,000 พิกเซล

💜ตามกฎของมัวร์ เทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่สร้างความผิดหวังในตอนแรกและใช้เวลานานก่อนที่มันจะกลายเป็นความสำเร็จและเป็นวิธีที่ดีกว่าในเวลาอันรวดเร็ว

💜มันจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับปัญญาประดิษฐ์(หุ่นยนต์), สุขภาพ, รถยนต์ไฟฟ้า, ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ,การศึกษา, เครื่องพิมพ์ 3 มิติการเกษตรและการจ้างงาน

💜ขอต้อนรับเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 และต้อนรับสู่ยุคทวีคูณ

💜(1) ซอฟแวร์จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมมากที่สุดใน อีก 5-10 ปีข้างหน้า Uber เป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ใด ๆ แต่จะกลายเป็นบริษัท รถแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Airbnb จะเป็นบริษัท โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใด ๆเลยคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์(หุ่นยนต์)จะฉลาดขึ้นเป็นทวีคูณและมีความเข้าใจโลกดีกว่ามนุษย์ ในปีนี้คอมพิวเตอร์สามารถเอาชนะมนุษย์ในการเล่นเกมหมากรุกโกะ ซึ่งเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ถึง10 ปี

💜(2) ในสหรัฐอเมริกา, ทนายความที่จบใหม่เริ่มตกงาน เพราะคอมพิวเตอร์ IBM Watson, สามารถให้คำแนะนำด้านกฎหมาย พื้นฐานได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและมีความแม่นยำถึง 90% เมื่อเทียบกับมนุษย์ที่มีความแม่นยำเพียง 70% ดังนั้นถ้าคุณกำลังเรียนกฎหมายอยู่ก็เลิกได้เลย เพราะในอนาคต อาชีพทนายจะหายไปกว่า 90% เหลือแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายเฉพาะด้านเท่านั้น

💜(3) ปัจจุบันคอมพิวเตอร์วัตสันได้เข้ามามีส่วนช่วยพยาบาลในการวินิจฉัยโรคมะเร็งได้เร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ถึง 4 เท่า

💜(4) Facebook ขณะนี้มีซอฟแวร์ในการจดจำรูปแบบใบหน้ามนุษย์ที่เหนือกว่าคน ในปี 2030 คอมพิวเตอร์จะเริ่มฉลาดกว่ามนุษย์

💜(5) รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกจะเผยโฉมต่อสาธารณชนในปี 2018

ประมาณปี 2020 อุตสาหกรรมรถยนต์จะล่มสลาย ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องมีรถยนต์เป็นส่วนตัวอีกต่อไป เพราะเพียงแค่คุณโทรศัทพ์เรียก รถแท๊กซี่ก็จะมารับคุณในตำแหน่งที่คุณเรียกและส่งคุณไปยังจุดหมายปลายทาง โดยคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าที่จอดรถแต่จ่ายเฉพาะค่ามิเตอร์และยังสามารถทำงานไปด้วยในขณะเดินทางอีก ลูกๆของเราก็ไม่จำเป็นต้องสอบใบขับขี่หรือซื้อรถยนต์

💜(5) ตัวเมืองก็จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะรถยนต์จะหายไปจากท้องถนนถึง 90-95% เราสามารถเปลี่ยนพื้นที่จอดรถให้กลายเป็นสวนสาธารณะได้

อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกปีละ 1.2 ล้านคนก็จะลดลง

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะช่วยลดอุบัติเหตุทางจราจรจากหนี่งรายต่อทุก 100,000 กม.เหลือเพียงหนึ่งรายต่อทุก 10 ล้านกม. ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียชีวิตมนุษย์ได้ปีละนับล้านคน

💜(6) บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่จะประสบกับการล้มละลาย บริษัท รถยนต์ที่อนุรักษ์นิยมจะเพียงแค่พยายามพัฒนารถยนต์ของตนให้ดีขึ้นในขณะที่ บริษัท TECH (Tesla, Apple, Google) จะปฏิวัติการสร้างรถยนต์โดยใส่คอมพิวเตอร์ลงในล้อรถยนต์ ผมคุยกับวิศวกรจากโฟล์คสวาเกนและออดี้; พวกเขากลัวคู่แข่งอย่างเทสลามาก

💜(7) บริษัท ประกันภัยจะเกิดปัญหาใหญ่เพราะเมื่อไม่มีอุบัติเหตุ, เบี้ยประกันก็จะถูกลง 100 เท่า รูปแบบธุรกิจประกันภัยรถยนต์จะหายไป

💜(8) อสังหาริมทรัพย์จะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าคุณสามารถทำงานได้ระหว่างการเดินทาง คนก็จะย้ายออกไปอาศัยอยู่ในพื้นที่รอบนอกที่มีทัศนียภาพสวยงามกว่ามากขึ้น

💜(9) รถยนต์ไฟฟ้าจะกลายเป็นรถยนต์กระแสหลักภายในปี 2020 เมืองก็จะมีเสียงดังหนวกหูลดลงเพราะรถทุกคันจะเป็นรถไฟฟ้า

💜(10) ราคาค่าไฟฟ้าก็จะถูกลงและเป็นพลังงานสะอาดอย่างเหลือเชื่อ: การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากใน 30 ปีที่ผ่านมา แต่คุณเพิ่งจะเห็นผลกระทบของมัน ปีที่แล้วมีการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินฟอสซิล ราคาค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะถูกลงอย่างมากจนทำให้บริษัทเหมืองแร่ถ่านหินต้องปิดตัวลงในปี 2025

💜(11) ราคาค่าไฟฟ้าที่ถูกลงจะทำให้มีน้ำราคาถูกและเหลือเฟือจากการเปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำจืดโดยการใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 2kWh ต่อการผลิตน้ำจืดหนึ่งลูกบาศก์เมตร เราจะไม่ขาดแคลนน้ำในสถานที่ส่วนใหญ่อีกต่อไป เพียงแต่อาจขาดแคลนน้ำดื่มเท่านั้น ลองจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าทุกคนสามารถมีน้ำสะอาดให้ใช้ได้เท่าที่เขาต้องการโดยเกือบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย


💜(12) สุขภาพ: ร​​าคา Tricoder X จะมีการประกาศในปีนี้ จะมี บริษัทที่ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทำงานได้กับโทรศัพท์ของคุณ (ชื่อ "Tricorder" มาจากภาพยนตร์เรื่อง Star Trek) ซึ่งจะสแกนม่านตาของคุณ พร้อมทั้งตรวจตัวอย่างเลือดและลมหายใจของคุณแล้ววิเคราะห์ ข้อมูลทางชีวภาพ 54 ตัวที่จะบอกโรคได้เกือบทุกชนิดด้วยราคาที่แสนถูก ดังนั้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ก็จะสามารถเข้าถึงการแพทย์ระดับโลกในราคาที่เกือบฟรี

💜(13) การพิมพ์ 3 มิติ: ราคาของเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ถูกที่สุดได้ลดลงจาก 18,000 $ มาเป็น400 $ ภายในเวลาเพียง 10 ปีและมีความเร็วขึ้นกว่าเดิม 100 เท่า บริษัทรองเท้าใหญ่ๆได้เริ่มต้นการผลิตรองเท้าด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รวมถึงในสนามบินที่อยู่ห่างไกลก็เริ่มมีการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของเครื่องบินโดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้ว สถานีอวกาศในขณะนี้ก็มีเครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับผลิตชิ้นส่วนอะไหล่เอง เพื่อลดความจำเป็นในการเก็บอะไหล่จำนวนมาก ในปลายปีนี้ สมาร์ทโฟนใหม่จะมีความสามารถในการสแกน 3 มิติ ที่จะทำให้คุณสามารถสแกนเท้าของคุณและพิมพ์รองเท้า 3 มิติที่เหมาะสมกับเท้าของคุณไว้ใส่เองที่บ้าน ได้ ประเทศจีนในขณะนี้มีการสร้างอาคารสำนักงาน 6 ชั้นด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติได้แล้ว ภายในปี 2027 10% ของผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจะถูกผลิตโดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

💜(14) โอกาสทางธุรกิจ: ถามตัวคุณเองก่อนว่า "ในอนาคตจะเกิดสิ่งนั้นขึ้นไหม" ถ้าคำตอบคือใช่ คุณจะมีวิธีทำให้มันเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ไหม แต่ถ้ามันไม่สามารถจะใช้งานร่วมกับโทรศัพท์ของคุณ ก็จงลืมความคิดนั้นไปได้ เพราะความคิดใด ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อความสำเร็จในศตวรรษที่ 20 จะล้มเหลวในศตวรรษที่ 21

💜(15) ตำเหน่งงาน: 70-80% ของตำเหน่งงานจะหายไปใน 20 ปีข้างหน้า จะมีงานใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่มันก็อาจจะยังไม่เพียงพอในระยะเวลาที่สั้นเกินไป

💜(16) การเกษตร: ในอนาคตจะมีหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับการเกษตรราคาถูกเพียงตัวละ 100 $ เกษตรกรในโลกที่ 3 จะทำงานเป็นผู้จัดการแทนที่จะทำงานกลางแดดตลอดทั้งวัน การเกษตรแบบ Aeroponics จะใช้น้ำน้อยมาก

💜(17) เนื้อลูกวัวที่ผลิตในจานเพาะเลี้ยงเซลและเริ่มมีการขายในขณะนี้จะมีราคาถูกลงกว่าเนื้อลูกวัวจริงภายในปี 2018

ปัจจุบัน 30% ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมดใช้สำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์ ในอนาคต พื้นที่เหล่านั้นจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

💜(18) โปรตีนจากแมลงจะมีการวางตลาดในเร็วๆ นี้ มันมีโปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์ และมันจะถูกติดฉลากว่าเป็น "แหล่งโปรตีนทางเลือก" (เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังคงรังเกียจการกินแมลงเป็นอาหาร)

💜(19) มีแอปที่เรียกว่า "moodies" ซึ่งสามารถบอกอารมณ์ของคุณได้ในปัจจุบัน แต่ภายในปี 2020 จะมีแอปพลิเคชันที่สามารถบอกการแสดงออกทางใบหน้าของคุณว่าคุณกำลังพูดโกหกอยู่ ลองนึกถึงภาพคนดีที่มายืนยันว่า อุปกรณ์ GT 2 ทำงานได้จริง แต่ขณะถูกถ่ายทอด แอปบอกว่าคนคนนี้กำลังตอแหลอยู่

💜(20) Bitcoin Crypto-currency (เงินดิจิตอลที่ใช้ซื้อขายทางอินเตอร์เน็ต): จะกลายเป็นสกุลเงินกระแสหลักในปีนี้ และอาจจะกลายเป็นสกุลเงินสำรองด้วย

💜(21) อายุวัฒนะ: ปัจจุบันค่าเฉลี่ยของชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้น 3 เดือนต่อทุกปี

สี่ปีที่แล้วอายุเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ที่ 79 ปี ปัจจุบันนี้เพิ่มเป็น 80 ปี ภายในปี 2036 เราทุกคนอาจมีชีวิตยืนยาวไปถึงมากกว่า 100 ปี

💜(22) การศึกษา: ปัจจุบันราคาสมาร์ทโฟนที่ถูกที่สุดอยู่ที่ 10 $ ในแอฟริกาและเอเชีย ภายในปี 2020 คนในโลก 70% จะมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง ซึ่งหมายความว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับโลกได้ เด็กทุกคนสามารถใช้ Khan Academy สำหรับเรียนรู้ทุกสิ่งที่เด็กในโรงเรียนของประเทศที่เจริญแล้วเรียนได้ ซอฟแวร์นี้ได้เปิดใช้แล้วในประเทศอินโดนีเซียและจะมีเป็นภาษาอาหรับ ภาษาสวาฮิลีและภาษาจีนในฤดูร้อนนี้ สำหรับApp ภาษาอังกฤษจะเปิดให้ใช้ฟรีเพื่อให้เด็กในประเทศแอฟริกาได้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องเคล่วภายในเวลาเพียงครึ่งปี

💜ดังนั้น ผู้เตรียมตัวเผชิญหน้ากับอนาคตจึงจะอยู่รอดและได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่/
ขอบคุณที่มา
Cr. K. ประสิทธิ์ องอาจตระกูล

วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เทคโนโลยีแห่งอนาคต


เทคโนโลยีแห่งอนาคต ขับเคลื่อนสังคมโลกยุคใหม่!

ยักษ์สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” บริษัทคอมพิวเตอร์และไอทีระดับโลก เผยรายงานคาดการณ์การใช้เทคโนโลยียุคใหม่พัฒนาสังคมโลกในแง่มุมต่าง ๆ ในอนาคตอีก 5 ปีนับจากนี้ ทั้งด้านพลังงาน การคมนาคม โครงสร้างสาธารณูปโภค งานวิศวกรรม รวมทั้งการปกป้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน และรับมือภัยธรรมชาติ!

👉 สู่ยุค “รถ” ไม่ง้อก๊าซ-น้ำมัน

ภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์บนท้องถนนทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านคัน ในขณะเดียวกัน รถยนต์รุ่นประหยัดพลังงานและรถยนต์ที่ใช้พลังงานลูกผสม หรือ “ไฮบริด” ก็จะมีใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รองรับระบบขนส่งมวลชนที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็จะมีการพัฒนาอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการใช้พลังงานอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่ารถยนต์-รถประจำทางจะไม่ต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจากน้ำมันและก๊าซอีกต่อไป

เหตุเพราะรถยนต์อนาคตจะใช้พลังงานจาก “แบตเตอรี่” ชนิดใหม่ ซึ่งรองรับการใช้งานได้นานหลายวันหรือหลายเดือน ก่อนที่จะมีการชาร์จไฟอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับรถว่าใช้งานบ่อยแค่ไหน

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ ที่ทำให้รถยนต์วิ่งได้ไกลถึง 400-800 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่วิ่งได้แค่ 80-160 กิโลเมตร

โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตามเมืองใหญ่จะช่วยให้รถยนต์สามารถชาร์จไฟในที่สาธารณะ และแม้กระทั่งใช้ “พลังงานทางเลือก” ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น พลังงานลม เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากถ่านหินอีกต่อไป

วิธีนี้ จะช่วยให้แต่ละเมืองสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ควบคู่ไปกับการลดมลภาวะทางเสียง เพราะเครื่องยนต์ไฟฟ้าเดินเงียบมาก

👉แบตเตอรี่แรงสูง

นักวิทยาศาสตร์ไอบีเอ็มและองค์กรพันธมิตร กำลังทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ดีขึ้น โดยเน้นหนักที่เทคโนโลยี “ลิเธียมแอร์” (Lithium Air) เพื่อให้แบตเตอรี่ที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์และรถประจำทาง สามารถเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานได้มากถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไออ้อน ซึ่งใช้ในรถไฟฟ้าและรถไฮบริดในปัจจุบัน

เนื่องจากแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้จะมีน้ำหนักเบากว่า ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า ดังนั้น จึงอาจเห็น “รถยนต์ไฟฟ้าแบบ 4 ที่นั่ง” สามารถวิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง และแทนที่จะต้องเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน รถยนต์เหล่านี้ จะสามารถชาร์จไฟที่บ้านโดยใช้เต้าเสียบปลั๊กไฟรุ่นใหม่

ความพยายามต่อเรื่องดังกล่าวต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของ ไอบีเอ็มและองค์กรพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านวัสดุศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี เคมีสีเขียว (Green Chemistry) และ ซูเปอร์คอมพิวติ้ง เป็นต้น

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ
กล้องโทรทรรศน์วิทยุ เป็นอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ ใช้บันทึกและวัดสัญญาณคลื่นวิทยุ,จากวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ กล้องโทรทรรศน์วิทยุต่างจากกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงตรง,ที่ปฏิบัติงานในความถี่ของคลื่นวิทยุที่ความยาวคลื่นตั้งแต่ 10 มิลลิเมตร ไปจนถึง 10-20 เมตร โดยทั่วไปจานเสาอากาศของ
กล้องโทรทรรศน์วิทยุจะมีรูปร่างเป็นพาราโบลา อาจอยู่เดี่ยว ๆ หรือประกอบกันเป็นแถวลำดับ ทำหน้าที่เปรียบเทียบได้กับกระจกของกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง กล้องโทรทรรศน์วิทยุนำไปสู่การค้นพบวัตถุใหม่และปรากฏการณ์ เช่น เควซาร์ พัลซาร์ และไมโครเวฟพื้นหลัง

ประวัติ
กล้องโทรทรรศน์วิทยุกล้องแรกสร้างโดย คาร์ล แจนสกี นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เมื่อปี พ.ศ. 2474 ซึ่งเขาพบว่า "สัญญาณรบกวน" ที่บันทึกได้เป็นสัญญาณจากทางช้างเผือก ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการทดลองสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุหลายแห่ง ส่วนมากในประเทศออสเตรเลียและอังกฤษ และได้รับความสนใจทั้งในสหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น


วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ดาวฤกษ์

ดาวฤกษ์
 คือ วัตถุท้องฟ้า ที่เป็นก้อนพลาสมาสว่างขนาดใหญ่ที่คงอยู่ได้ด้วยแรงโน้มถ่วง ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด คือ ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก เราสามารถมองเห็นดาวฤกษ์อื่น ๆ ได้บนท้องฟ้ายามราตรี หากไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์บดบัง ในประวัติศาสตร์ ดาวฤกษ์ที่โดดเด่นที่สุดบนทรงกลมท้องฟ้าจะถูกจัดเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มดาว และดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดจะได้รับการตั้งชื่อโดยเฉพาะ นักดาราศาสตร์ได้จัดทำบัญชีรายชื่อดาวฤกษ์เพิ่มเติมขึ้นมากมาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการตั้งชื่อดาวฤกษ์

ตลอดอายุขัยส่วนใหญ่ของดาวฤกษ์ มันจะเปล่งแสงได้เนื่องจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชั่นที่แกนของดาว ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานจากภายในของดาว จากนั้นจึงแผ่รังสีออกไปสู่อวกาศ ธาตุเคมีเกือบทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและหนักกว่าฮีเลียมมีกำเนิดมาจากดาวฤกษ์ทั้งสิ้น โดยอาจเกิดจากการสังเคราะห์นิวเคลียสของดาวฤกษ์ระหว่างที่ดาวยังมีชีวิตอยู่ หรือเกิดจากการสังเคราะห์นิวเคลียสของซูเปอร์โนวาหลังจากที่ดาวฤกษ์เกิดการระเบิดหลังสิ้นอายุขัย นักดาราศาสตร์สามารถระบุขนาดของมวล อายุ ส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติของดาวฤกษ์อีกหลายประการได้จากการสังเกตสเปกตรัม ความสว่าง และการเคลื่อนที่ในอวกาศ มวลรวมของดาวฤกษ์เป็นตัวกำหนดหลักในลำดับวิวัฒนาการและชะตากรรมในบั้นปลายของดาว ส่วนคุณสมบัติอื่นของดาวฤกษ์ เช่น เส้นผ่านศูนย์กลาง การหมุน การเคลื่อนที่ และอุณหภูมิ ถูกกำหนดจากประวัติวิวัฒนาการของมัน แผนภาพคู่ลำดับระหว่างอุณหภูมิกับความสว่างของดาวฤกษ์จำนวนมาก ที่รู้จักกันในชื่อ ไดอะแกรมของแฮร์ทสชปรุง-รัสเซลล์ (H-R ไดอะแกรม) ช่วยทำให้สามารถระบุอายุและรูปแบบวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ได้


ดาวฤกษ์ถือกำเนิดขึ้นจากเมฆโมเลกุลที่ยุบตัวโดยมีไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก รวมไปถึงฮีเลียม และธาตุอื่นที่หนักกว่าอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อแก่นของดาวฤกษ์มีความหนาแน่นมากเพียงพอ ไฮโดรเจนบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นฮีเลียมผ่านกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชั่นอย่างต่อเนื่อง ส่วนภายในที่เหลือของดาวฤกษ์จะนำพลังงานออกจากแก่นผ่านทางกระบวนการแผ่รังสีและการพาความร้อนประกอบกัน ความดันภายในของดาวฤกษ์ป้องกันมิให้มันยุบตัวต่อไปจากแรงโน้มถ่วงของมันเอง เมื่อเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่แก่นของดาวหมด ดาวฤกษ์ที่มีมวลอย่างน้อย 0.4 เท่าของดวงอาทิตย์ จะพองตัวออกจนกลายเป็นดาวยักษ์แดง ซึ่งในบางกรณี ดาวเหล่านี้จะหลอมธาตุที่หนักกว่าที่แก่นหรือในเปลือกรอบแก่นของดาว จากนั้น ดาวยักษ์แดงจะวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบเสื่อม มีการรีไซเคิลบางส่วนของสสารไปสู่สสารระหว่างดาว สสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดดาวฤกษ์รุ่นใหม่ซึ่งมีอัตราส่วนของธาตุหนักที่สูงกว่า

ระบบดาวคู่และระบบดาวหลายดวงประกอบด้วยดาวฤกษ์สองดวงหรือมากกว่านั้นซึ่งยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงโน้มถ่วง และส่วนใหญ่มักจะโคจรรอบกันในวงโคจรที่เสถียร เมื่อดาวฤกษ์ในระบบดาวดังกล่าวสองดวงมีวงโคจรใกล้กันมากเกินไป ปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงระหว่างดาวฤกษ์อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อวิวัฒนาการของพวกมันได้ ดาวฤกษ์สามารถรวมตัวกันเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงโน้มถ่วง เช่น กระจุกดาว หรือ ดาราจักร ได้